แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอินเดีย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จุดกำเนิดอารยธรรมสุเมเรียนมีที่มาอย่างไร

จุดกำเนิดอารยธรรมสุเมเรียนมีที่มาอย่างไร 

หลายคนที่เคยผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกน่าจะเคยได้ยินชื่อของอารยธรรมสุเมเรียนที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ในยุคสมัยหนึ่งเมื่อครั้งอดีตกาล 

เดิมทีชนชาติสุเทเรียน นับเป็นชาติแรกที่เรียนรู้ และสร้างความเจริญในดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชนชาติสุเมเรียนคือกลุ่มที่อพยพมาจากที่ราบสูงอิหร่านมาตั้งถิ่นฐานแถวลุ่มแม่น้ำไทกริสยูเฟรติส ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกที่นี่ว่า ซูเมอร์ และถือเป็นแหล่งกำเนิดนครรัฐ แห่งแรกของโลกเลยทีเดียว 
ย้อนกลับไปเมื่อน 3,500 ปีก่อนคริสตกาลชนชาวสุเมเรียนได้สร้างอารยธรรมของอตัวเองโดยเริ่มจากการสร้างหมู่บ้านเล็กๆโดยมีรูปแบบการปกครองอย่างเป็นแบบแผน และแบ่งเขตออกเป็นหัวเมืองแต่ละเมือง และมีระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถูกจัดวางระบบการกักเก็บน้ำระบายน้ำรวมถึงการบริหารน้ำในเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดี 

เดิมทีชาวสุเมเรียนที่ปกครองกันแบบนครรัฐ พวกเขามีพระเป็นผู้ดูแล ซึ่งพระเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการปกครองสูงสุดเรียกได้ว่าเป็นประมุขเลยก็ว่าได้ โดยกลุ่มพระที่กล่าวมาจะถูกเรียกว่า ปะเตชี ซึ่งทำหน้าที่ปกครองในนามของพระเจ้า ซึ่งหน้าที่ของพวกเขารวมไปถึงการควมคุมเก็บเกี่ยวพืชผลผลิตรวมถึงการจัดการน้ำต่างๆ 
นอกจากนี้ ปะเตชี ยังทำหน้าที่ในการเก็บภาษี ซึ่งสุเมเรียนถือเป็นชนกลุ่มแรกที่มีการนำวิธีเก็บภาษีมาใช้ โดยในยุคนั้นจะเก็ยภาษ๊ด้วยอาหาร อย่างำรก็ตามต่อมาเมื่อเมืองแต่ละเมืองขยายขึ้นอำนาจก็ยิ่งเยอะตามทำให้เปลี่ยนการปกครองจาก ปะเตชี มาเป็นระบบกษัตริย์แทน 

สำหรับชามสุเมเรียนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักการทำหนังสือ โดยมีการเขียนหนังสือด้วยไม้ปลายแหลมหรือสลักตัวอักษร ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นอิทธิพลของการกำเนิดอักษรกรีกในเวลาต่อมา นอกจากนี้ชาวสุเมเรียนยังโดดเด่นในเรื่องเพาะปลูก โดยเรียกได้ว่ามีความก้าวหน้าทางภูมิปัญญา  918kiss ไทย  เพราะมีการใช้วัวไถหว่างพืชไร่ทำให้สามารถปลูกพืชผลได้เป็นวงกว้างอีกทั้งพวกเขายังเรียนรู้ที่จะสร้างอุปกรณ์อำนวยความสะเวกในการทำไร่อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่สำคัญของโลกเลยทีเดียว 

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อารยธรรมยุคทองของอินเดีย

ราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynacty) (ค.ศ.320-ค.ศ.535)
      ราชวงศ์เริ่มแรกของอารยธรรมอินเดียสมัยกลางคือ  ราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynacty) ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ของชาวอินเดียที่พยายามขึ้นมามีอำนาจแทนราชวงศ์กุษาณะ  ทั้งนี้เนื่องจากพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 แห่งแคว้นมคธได้สถาปนาพระองค์เป็นผู้ครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้ำคงคาและสามารถขับไล่พวกกุษาณะออกไป  ทรงขยายอาณาจักรออกไปจากแคว้นอัสสัมทางตะวันออกจนถึงที่ราบปัญจาบ พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะสร้างจักรวรรดิให้ใหญ่เท่าในสมัยราชวงศ์โมริยะ  ราชวงศ์คุปตะมีความเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจมากที่สุดในสมัยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่2 (ค.ศ.375-ค.ศ.415) พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นี้ส่วนใหญ่จะรู้จักในนาม"พระเจ้าวิกรมาทิตย์"หรือ"พระเจ้าจันทรคุปต์วิกรมาทิตย์"สมัยของพระแงค์นับว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมอินเดีย (Golden  Age  of  India  Civilization)  กล่าวคือ อารยธรรมอินเดียมีความเจริญสูงสุดในทุกด้าน เช่น  ปรัชญา ศาสนาและความเชื่อ  วรรณคดี ศิลปะ  รวมทั้งวิทยาการสาขาต่างๆ
       ด้านการปกครอง  ราชวงศ์คุปตะมีเมืองหลวงอยู่ที่ปาฏลีบุตร  สมัยนี้ได้นำรูปแบบการปกครองสมัยราชวงศ์โมริยะมาใช้ในการปกครองอาจักร คือ ส่งข้าหลวงออกไปปกครองตามแคว้นต่างๆ  อำนาจของกษัตริย์สูงขึ้นทั้งนี้เพราะกษัตริย์มีฐานะเป็นสมมติเทพและเป็นเทพแห่งพิภพ  ซึ่งจะเห็นได้จากศิลาจารึกที่เมืองอัลลาหาบัดที่จารึกว่า พระเจ้าสมุทรคุปต์มีลักษณะเทียบเท่ากับท้าวกุเวร  ท้าววรุณ  พระอินทร์ และพระยม ซึ่งเป็นจตุโลกบาล  ดังนั้นกษัตริย์จึงมีอำนาจเด็ดขาด   สาเหตุที่มีความคิดลักษณะนี้ก็มาจากกษัตริย์ต้องทำหน้าที่ปกป้องอินเดียให้พ้นจากภัยของต่างชาติ  ดังนั้นจึงพยายามจัดการปกครองภายในประเทศให้มั่นคง  เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก
      ส่วนการขยายอาณาเขต โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1  ทรงใช้นโยบายการแต่งงานเป็นการแสวงหาอำนาจ  กล่าวคือ  พระองค์ทรงอภิเษกกับพระธิดาแห่งแคว้นลิจฉวีซึ่งมีอำนาจมากในขณะนั้น  และในสมัยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2  ก็เช่นกัน  พระองค์ทรงขยายอาณาเขตด้วยการอภิเษกกับพระธิดาของกษัตริย์วากาฎะกัส(Vakatakas) ซึ่งปกครองมัธยมประเทศ  ขณะเดียวกันก็ทรงใช้นโยบายการรุกรานด้วยเช่นกัน  โดยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2  ได้ส่งกองทัพปราบปรามแคว้นเบงกอลและมณฑลของสกะทางตะวันตก ทำให้ทรงขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง  โดยทางเหนือขยายไปจนถึงเทือกเขาหิมาลัยเลยไปจนถึงแถบดินแดนลุ่มแม่น้ำนราทา
          ด้านสังคม  หลักฐานของชาวต่างชาติที่เดินทางไปในอินเดียในยุคนี้ คือ หลวงจีนฟาเหียน (Fahien)ซึ่งท่านจาริกแแกจากจีนในปี ค.ศ.399 อยู่ในอินเดียเป็นเวลา 6 ปี (ค.ศ.405-ค.ศ.411)ในรัชสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2 ท่านได้เขียนพรรณนาความเจริญของอินเดียว่าพลเมืองร่ำรวยมีความสุข  ตามเมืองต่างๆ มีสุขศาลาหลายแห่ง สร้างโรงทาน มีการแจกอาหาร เครื่องดื่ม และยาให้แก่คนยากจนโดยไม่คิดเงิน ไม่มีคนดื่มสุรา และยาเสพติด ไม่บริโภคเนื้อสัตว์  การลงโทษทางอาญาไม่ใช้วิธีการลงโทษทางกายแต่จะลงโทษโดยการปรับเป็นเงินแทน และในระยะนี้สังคมได้ฟื้นฟูอารยธรรมของฮินดูที่เสื่อมโทรมมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โมริยะขึ้นมาอีกครั้ง
         สำหรับสถานะของสตรีในวรรณะสูงยังมีบทบาทอยู่มาก ในบางเขตสตรีมีบทบาทเด่นในด้านการปกครองและในบางเขตสตรีดำรงตำแหน่งข้าหลวงมณฑล
   

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การรับอารยธรรมจากภายนอก

              ดินแดนตะวันออกเฉียงใต้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนอารธรรมกับภายในมาช้านาน  ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  อย่างไรก็ตาม  หากพิจารณาจากร่องรอยหลักฐานทางด้านโบราณคดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การติดต่อแลกเปลี่ยนอารธรรมกับภายนอกในดินแดนดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 2-3  อารธรรมที่เข้ามามีบทบาทในตะวันออกเฉียงใต้  มีดังนี้

1.อารธรรมอินเดีย
              การติดต่อระหว่างเมืองท่าตามฝั่งทะเลตะวันตกของตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดียอาจมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ซึ่งการติดต่อนั้นมีทั้งคนอินเดียเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และในทำนองเดียวกันคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้เดินทางไปยังอินเดียเช่นกัน  การติดต่อระหว่างคนสองอารธรรมได้ดำเนินเรื่อยๆมาจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 2-3  คนสองดินแดนนี้มีการติดต่อกันมากขึ้น โดยพบหลักฐานทางด้านวรรณคดี  คือ ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต  และพระพุทธรูปศิลปะอมราวดีทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย  การรับอารธรรมอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นไปอย่างช้าๆ  แต่ฝังรากลึกลงในดินแดนแถบนี้จนกระทั่งปัจจุบัน
               หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีทั้งจากหลักฐานที่พบภายในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหลักฐานจากภายนอก  ดังนี้
                1.หลักฐานภายใน  ที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีหลักฐานที่เป็นจารึกเกี่ยวกับอาณาจักรฟูนันศรีเกษตร  ทวารวดี  เรื่อยไปจนถึงอาณาจักต่างๆ  ในแหลมมลายู  จารึกเหล่านี้ส่วนใหญ่เขียนเป็นภาาาสันสกฤต  ด้วยตัวอักษาสมัยราชวงศ์ปัลลวะ  ซึ่งมีอายุอยู่ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลของตัวอักษาสมัยก่อนนาครีจากแคว้นเบงกอลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย  แพร่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในช่วง ค.ศ.707-807 ด้วย
                  2.หลักฐานภายนอก  มีดังนี้
                              (1) หลักฐานอินเดีย  วรรณคดีของอินเดีย  และชาดกในพุทธศาสนา  รวมถึงนิทานของอินเดียสมัยโบราณ  มีการกล่าวถึงชื่อที่มีนัยยะหมายถึงดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เช่น  วรรณคดีเรื่องรามายณะ  กล่าวถึง "ยวทวีป"  ซึ่งหมายถึง  เกาะเงินเกาะทอง  นักวิชาการสันนิษฐานว่า  "ยวทวีป"  คือ เกาะชวาและสุมาตรา  นอกจากนี้ในคัมภีร์อรรถศาสตร์  ได้มีการกล่าวถึง  เรื่องราวการอพยพชาวอินเดียวไปยังดินแดนแห่งใหม่  และดินแดนแห่งนั้นสันนิษฐานว่า  คือ  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ข้อมูลนี้ดูจะสอดคล้องกับหลักฐานประเภทเรื่องเล่าพื้นบ้านของอาณาจักรขอมโบราณที่กล่าวว่า  พราหมณ์อินเดียได้เดินทางทางทะเล  และมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นอาณาจักรฟูนัน
                                (2) หลักฐานจีน  จดหมายจีนได้เล่าเรื่องราวที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างอินเดียวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งกล่าวว่า  มีพราหมณ์ชื่อโกฑินยะ  ได้เดินทางมายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1-2 และแต่งงานกับหญิงชาวพื้นเมือง
                                 (3) หลักฐานโรมัน  เช่นหนังสือเรื่อง  ภิมิศาสตร์ วึ่งเขียนเมื่อประมาณ ค.ศ. 165 ของปโตเลมี   (Ptolemy) ในหนังสือแสดงให้เห็นลักษณะเด่นๆ  ของผืนแผ่นดินใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างชัดเจน
                 

2.อารธรรมจีน
             หลักฐานเอกสารของจีนได้ให้ข้อมูลว่า  ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการติดต่อกับชาวจีนอย่างช้าที่สุดก็ในคริสต์ศตวรรษที่ 1-2 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับการที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับอินเดีย  แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้ติดต่อกับจีนในเวลาที่ใกล้เคียงกับอินเดียก็ตาม  แต่ดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของอารธรรมจากจีนจำกัดกว่าอารธรรมอินเดีย  ประเด็นนี้  หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ทรงชี้แจงให้เหตุผลไว้ว่า  อาจจะเนื่องจากว่าประเทศจีนแผ่อารธรรมไปพร้อมกับการชนายอำนาจ  อีกทั้งต้องการให้ชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับรองอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตนด้วยการส่งบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน  ดังนั้นอารธรรมจีนที่แผ่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จีงอยู่ในวงจำกัด
                     อารธรรมจีนที่แพร่เข้ามาในเอเชียตะวันออกนั้นดูเหมือนจะมีอิทธิพลในอาณาจักรลินยี่  ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรจัมปา (ในดินแดนเวียดนามปัจจุบัน)  เนื่องจากอาณาจักรลินยี่มีการติดต่อกับจีนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

3.อารธรรมอิหร่าน
               อารธรรมอิหร่านเจริญรุ่งเรืองขึ้นในบริเวณดินแดนของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน  ชาวเปอร์เซียเข้ามาค้าขายในดินแดนเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นระยะเวลานานกว่าพันปี  ทั้งนี้นักวิชาการบางคนเชื่อว่าชาวอิหร่านเข้ามาแถบนี้อย่างช้าก้คริสต?ศตวรรษที่ 7 เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางภาษา  พบว่า  ข้อความในจารึกที่ 1  จารึกพ่อขุนรามคำแหง  มีคำว่า  ตลาดปสาน  ซึ่งสันนิษฐานว่า  มาจากคำในภาษาอิหร่านว่า บาซาร์  หลักฐานจากจารึกดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอารธรรมอิหร่านที่แพร่เข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
                         

ขับเคลื่อนโดย Blogger.