แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเจริญของอารยธรรมชนเผ่าเซมิติค



กลุ่มอารยธรรมชนเผ่าเซมิติค  ที่เข้ามาสร้างความเจริญในบริเวณดินแดนเมโสโปเตเมียที่สำคัญ  ได้แก่
         1.ชาวอัคคาเดียน   เป็นพวกเร่ร่อนเผ่าเซมิติคพวกแรกที่เข้ามาในเขตเมโสโปเตเมีย  เมื่อประมาณ 2400  ปีก่อนคริสต์ศักราช  ภายใต้การนำของพระเจ้าซาร์กอนที่ 1 (Sargon)  โดยเข้ายกทัพเข้ารุกรานและยึดครองนครรัฐทั้งหลายของชาวสุเมเรียนและขยายดินแดนไปจนถึงฝั่งตะวันออกของทะเลเมติเตอร์เรเนียน  ชาวอัคคาเดียนได้สถาปนาจักวรรดิอัลคาเดียนขึ้น  ซึ่งนับได้ว่าเป็นจักวรรดิแห่งแรกของโลกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์และนับเป็นพื้นฐานในการตั้งจักวรรดิของมนุษย์ในยุคต่อมา  แต่จักวรรดิดังกล่าวนี้ดำรงอยู่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าชาร์กอนที่ 1  แล้ว  ชาวสุเมเรียนก้ยึดดินแดนคืนมาได้
               2.ชาวอมอไรต์   เป็นชนเผ่าเซมิติคอีกพวกหนึ่งที่อพยพมาจากทะเลทรายอาราเบีย  โดยได้ยกกำลังเข้ายึดครองนครรัฐของชาวสุเมเรียนและขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางเมื่อประมาณ 1750 ก่อนคริสตกาล  โดยมีผู้นำที่เข้มแข็งทรงพระนามว่า  ฮัมมูราบี  (Hammurabi)  ซึ่งต่อมาได้สถาปนาจักวรรดิบาบิโรเนียขึ้น  โดยมีนครบาบิโลน  (Babylon)  เป็นศูนย์กลางของจักวรรดิ
                จักพรรดิฮัมมูราบีทรงเป็นนักปกครองและนักบริหารที่ยอดเยี่ยมได้ทรงคิดค้นเครื่องมือที่จะช่วยสร้างความเป็นระเบียบและความยุติธรรมให้แก่ดินแดนทั่วทั้งจักวรรดิ  เครื่องมือดังกล่าวนั้น  คือกฏหมายที่เขียนเป็นลายลักอักษร  วึ่งประมวลขึ้นจากจารีตประเพณีของพวกสุเมเรียนเดิมตลอดจนธรรมเนียมปฏิบัติของชนเผ่าเซมิติค  เรียกว่า  ประมวลกฏหมายฮัมบูราบี  (the Code of Hammurabi)  มีข้อบัญญัติต่างๆ  รวมทั้งสิ้นเกือบ  300  ข้อ   จารึกอยู่บนแท่งหินสีดำสูงประมาณ 8 ฟุต  จารึกด้วยตัวอักษรคิวนิฟอร์ม  ประมวลกฏหมายนี้ใช้หลักความคิดแบบแก้แค้นและตอบโต้อย่างตรงไปตรงมาที่เรียกว่า  "ตาต่อตาฟันต่อฟัน"  นอกจากนี้ยังว่าด้วยเรื่องต่างๆ  ในการปฏิบัติต่อกันของคนในสังคม  เช่น  เรื่องการค้าขายและประกอบอาชีพ  เรื่องทรัพย์สินที่ดิน  เรื่องการกินอยู่ระหว่างสามีภรรยาและการหย่าร้าง  เป็นต้น  ประมวลกฏหมายฉบับนี้นับว่าเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในความพยายามที่จะจัดระเบียบภายในสังคมที่มีคนเข้ามาอยู่รวมกันแล้ว  นำระเบียบดังกล่าวเขียนลงไว้อย่างชัดเจน  ประมวลกฏหมายฮัมมูราบีจึงเป็นประมวลกฏหมายที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งเหลือตกค้างมาจนถึงสมัยปัจจุบัน
จารึกประมวลกฏหมายฮัมมูราบี
                  จักวรรดิบาบิโลเนียนได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยจักวรรดิฮัมมูราบี  แต่หลังสมัยของพระองค์อาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นอยู่เป็นเวลาเกือบหกร้อยปีค่อยๆเสื่อมลงจนในที่สุดถูกพวกชาวแคสไซต์ (Kassites)  เข้ามายึดครอง  ชาวแคสไซต์เป็นพวกอารยชนซึ่งไม่มีความสนใจในวัฒธรรมใดๆทั้งสิ้น  วัฒนธรรมเก่าแก่ของดินแดนแถบนี้เกือบจะต้องสลายไปอย่างสิ้นเชิง  ถ้าไม่มีชนเผ่าเซมิติคอีกพวกหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคเหนือบนลุ่มแม่น้ำไทกริส  และชนกลุ่มนี้ได้มีการขยายอิทธิพลเรื่อยๆ  จนสามารถพิชิตพวกแคสไซต์ได้  ชนเผ่าเซมิติคดังกล่าวนี้คือชาวอัสซีเรียน
  3.ชาวอัสซีเรียน   เป็นชนเผ่าเซเมติคอีกพวหนึ่งในระยะแรกได้เริ่มตั้งถิ่นฐานและสร้างสรรค์อารยธรรมในบริเวณภาคเหนือของลุ่มแม่น้ำไทกริส  ประมาณ 1300 ปี  ก่อนคริสตกาล  ชาวอัสซีเรียนเริ่มทำการชยายอาณาเขต  และในไม่ช้าก็มีอำนาจครอบคลุมทางเหนือของหุบเขาทั้งหมด  ในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล  ชาวอัสซีเรียนได้โค่นอำนาจของพวกแคสไซต์ลงได้และสถาปนาจักวรรดิอัสซีเรียขึ้น  ชาวอัสซีเรียนได้ขึ้นชื่อว่า  เป็นพวกที่มีชื่อเสียงในความเก่งกล้าสามารถในการรบและความดึร้าย  ทำให้สามารถแผ่ขยายจักวรรดิออกไปอย่างกว้างขวางนับเป็นจักวรรดิแห่งแรกที่เจริญขึ้นในยุคเหล็ก  โดยได้ทิ้งินุสรณ์แห่งความโหดร้าย  ทารุณและความยิ่งใหญ่ไว้ในภาพแกะสลักนูนต่ำอันเป็นศิลปะวัตถุที่ยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้  ซึ่งจักพรรดิที่ทรงอนุภาพคือ  แอสซูร์บานิปาล  ได้โปรดให้รวบรวมแผ่นดินเผาซึ่งบรรจุข้อเขียนด้วยตัวอักษรคิวนิฟอร์มไว้ในหอสมุดใหม่ที่กรุงนิเนอเวร์  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักวรรดิ
           4.ชาวคาลเดียน  เป็นชนเผ่าเซมิติคสาขาหนึ่งที่พิชิตจักรวรรดิอัสซีเรียได้สำเร็จ  และได้สถาปนานครบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง  ชาวคาลเดียนได้เรียกชื่อจักรวรรดิใหม่นี้ว่า  บาบิโลนเนียใหม่
              ชาวคาลเดียนมีความเชื่อว่า  แต่เดิมดาวเคราะห์มีเพียง 5 ดวง  ได้แก่ ดาวพุทธ ดาวศุกร์  ดาวอังคาร  ดาวพฤหัสและดาวเสาร์  ซึ่งถือว่าเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์  เมื่อรวมกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็น 7 ดวง  ก็จะเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 7 องค์  ซึ่งวิชาการด้านดาราศาสตร์ของชาวคาลเดียนได้แพร่ไปยังชาวตะวันตกในเวลาต่อมา  ดังจะเห็นได้จากการตั้งชื่อวันก็ตั้งตามชื่อของดวงดาวบนท้องฟ้า  นอกจากนี้ชาวคาลเดียนสามารถหาเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลกเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา  รวมทั้งคำนวณความยาวของปีทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของกรีกได้นำผลงานของชาวคาลเดียนมาใช้ในภายหลัง

          ในยุคอารยธรรมของจักพรรดิเนบูคัดเนสซาร์ทรงครองราชย์อยู่ระหว่างปี 604-561  ก่อนคริสตกาล  พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ชอบความหรูหราฟุ่มเฟื่อยโปรดให้ฟื้นฟูบูรณะนครบาบิโลนขึ้นใหม่  และตกแต่งระเบียบพระราชวังด้วยการปลูกต้นไม้ขึ้น  เพื่อให้คลุมหลังคาพระราชวังอย่างหนาแน่น  หลังคาที่ปลูกต้นไม้นี้เรียกว่า  สวนลอยแห่งบาบิโลน  วึ่งชาวกรีกนับเป็นสิ่งมหัสจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกที่มีผู้กล่าวถึงในยุคปัจจุบัน

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอารยธรรม


ปัจจัยที่ 1 สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
                สถาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เป็นปัยจัยสำคัญโดยตรงปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์ขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโบราณ  สังคมสมัยนั้นมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม  ดังนั้นธรรมชาติจึงมีอิทธิพลเหนือชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  หลายแห่งได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของธรรมชาติว่ามีผลต่อความเจริญของอารยธรรม มนุษย์อย่างมาก  ดังจะเห็นได้ว่าอารยธรรมสำคัญๆที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ  เช่น  อารยธรรมเมโสโปเตเมีย  ตั้งอยู่บนดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำไกริสและยูเฟรติส  อารยธรรมอียิปต์ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์  อารยธรรมอินเดียตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ  อารยธรรมจีนตั้งอยู่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห  อารยธรรมกรีกและอารยธรรมโรมันตั้งอยู่บริเวณริมคาบสมุทร  เป็นต้น  จะเห็นได้ว่าอารยธรรมโบราณดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสม  ซึ่งอาจเป็นวริเวณที่ราบใกล้ภูเขา  ที่ราบลุ่มแม่น้ำ  หรือบริเวณที่ที่มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูก  โดยการเลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เหมาะสมนี้จะช่วยให้ชุมชนนั้นเกิดการพัฒนาจนถึงขั้นมีการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นได้
              นอกจากนี้นักภูมิศาสตร์ชาวอมเริกันชื่อ ดร.เอลล์สเวอร์ธ ฮันตินตัน  (Dr.Ellsworth Huntinton) ได้นำทฏษฏีภูมิศาสตร์  มาอธิบายว่า  สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เป็นปัยจัยที่ช่วยเสริมสร้างอารยธรรมได้อย่างไร  โดยได้สนับสนุนความเชื่อดั้งเดิมของนักแราชญ์ในสมัยโบราญ  คือ อริสโตเติล  ที่ว่าปัยจัยอื่นอาจมีความสำคัญเหมือนกันในการสร้างอารยธรรม  แต่ไม่ว่าชาติใด  ไม่ว่าจะสมัยปัจจุบันหรือสมัยโบราณก็จะไม่สามารถสร้างสมวัฒนธรรมของตนได้สูงสุด  ถ้าปราศจากสิ่งแวดล้อมที่ดี  นั่นหมายถึงต้องมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม  ขณะเดียวกันยังกล่าวอีกว่า  อุณหภูมิที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐาน  จะต้องไม่อยู่ในเขตอากาศแปรปวน  เช่น  ในเขตพายุหมุน  อากาศมักจะเปลี่ยนแปลงเสมอ  เขตที่อากาศร้อนเกินไป  หนาวเกินไป  หรือแห้งแล้งเกินไป  จะมีคนเข้าไปอาศัยอยู่น้อย  เช่น  ในบริเวณอาร์กติก  บริเวณทะเลทราย  ป่าดิบอินเดีย  อเมริกากลาง  และบราซิล เป็นต้น
              ดังนั้นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์  จึงเป็นปัจจัยสำคัญโดยตรงปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์ขึ้น

ปัจจัยที่ 2 ระบบการเมืองการปกครอง
               มนุษย์เมื่อมีการตั้งบ้านเมืองเป็นหลักแหล่งแล้ว  ความจำเป็นในการสร้างอารยธรรมต่อมาคือ  จะต้องมีการจัดการชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น  เช่น  การจัดการระบบชลประทาน  การใช้ที่ดิน  ทำให้ต้องมีหัวหน้าในการออกกฏข้อบังคับ  และระบบการปกครองเพื่อให้เกิดความสงบสุขและความปลอดภัยในสังคม  การปกครองนี้ได้เริ่มขึ้นภายในครอบครัวก่อนแล้วขยายวงกว้างออกไปเป็นครอบครัวต่างๆ  จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่  เนื่องจากสังคมที่ซับซ้อนขึ้นทำให้ต้องมีการพัฒนาการปกครองตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมจนปัจจุบัน
              มนุษย์ได้พัฒนาระบบการปกครองของแต่ละยุคแต่ละสมัยแตกต่างกันตามสภาพสังคมในแต่ละสมัย  เช่น  มีการพัฒนาจากหัวหน้าครอบครัวเป็นการปกครองระบบพ่อเมือง (Patriachy) ระบบราชาธิปไตย (Monarchy)  และระบบประชาธิปไตย (Democracy)  และในบางสังคมก็เกิดระบบคณาธิปไตย (Oligarchy)  ระบบทรราชย์ (Tyrany)  ระบบเผด็จการ  (Dictatorship) หรือเกิดลัทธิการเมือง  เช่น ลัทธิฟาสซิสม์ (Fascism)  ลัทธินาชี (Nazism) และลัทธิคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นต้น

ปัจจัยที่ 3 ความเจริญทางเทคโนโลยี
               ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างอารยธรรมของมนุษย์  โดยในแต่ละยุคแต่ละสมัยมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก้เท่ากับว่า  เป็นการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วยเช่นกัน
              เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคับที่ก่อให้เกิดอารยธรรมของมนุษย์  กล่าวคือ  ในยุคก่อนประวัติศาสตร์  เทคโนโลยีของมนุษย์ยังคงเป็นแบบง่ายๆ   แต่ภายหลังเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้น  ซึ่งเทคโนโลยีแบบใหม่นี้มักเกิดขึ้นจากที่มนุษย์พยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ  เพื่อสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมบุรณ์  ดังนั้นมนุษย์จึงพยายามขวนขวายหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติหรือบางแห่งต้องหาวิธีเอาชนะธรรมชาติในทุกด้าน  ความพยายามทั้งสองประการนี้ก่อให้เกิดการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ  เชน  เทคโนโลยีในด้านเกษตร  ซึ่งในบางท้องที่เกิดน้ำท่วม  เกิดความแห้งแล้ง  ก็ต้องมีการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อประโยชน์ในการเกษตรและการประมง  บางท้องที่ต้องเรียนรู้วิธีการนำเหล็กมาใช้เพื่อทำคันไถและทำอาวุธ  หรือตัดไม้เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทางการเกษตรหรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร  นอกจากนี้ในท้องที่ที่เป็นทะเลทราย  มนุษย์ยังสามารถปรับปรุงที่ดิน  ให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้  ส่วนด้านการประมง  แรกเริ่มมนุษย์ใช้กระดูกสัตว์ทำคันเบ็ด  ต่อมาก้เริ่มพัฒนาเครื่องมือจับสัตว์  เช่น  แห อวน และเรือ  เป็นต้น  ขณะที่เทคโนโลยีทางด้านขนส่งและการคมนาคม   เริ่มแรกมนุษย์รู้จักการใช้ม้าเป็นพาหนะวึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน  และทำให้เมืองในอดีตได้ขยายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง  เทคโนโลยีด้านอาวุธ  เทคโนโลยีด้านเครื่องมือเครื่องใช้  เทคโนโลยีสาธารณสุข ฯลฯ
                จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้นในยุคต่างๆ  เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการความเจริญและการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์

ปัจจัยที่ 4 การเจริญเติบโตของสังคัมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
                มนุษย์เมื่อมีการรวมตัวเป็นชุมชน  โดยการรวมตัวขั้นแรกอาจเป็นเพียงหมู่บ้านหรือเมืองขนาดเล็ก  ภายหลังจึงขยายเป็นชุมชนขนาดใหญ่  วึ่งการรวมตัวกันของมนุษย์นั้นนอกจากเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว  ยังทำให้มนุษย์สามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆขั้นได้อีกด้วย  ที่สำคัญเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟ  ทำให้มนุษย์เริ่มมีเวลาเพิ่มมากขึ้น  กล่าวคือก่อนที่จะรู้จักการใช้ไฟมนุษย์จะทำงานเฉพาะเวลากลางวัน  พอกลางคืนก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกเนื่องจากไม่มีแสงสว่าง  แต่เมื่อมนุษย์รู้จักการใช้ไฟทำให้มนุษย์สามารถทำงานเพิ่มขึ้นในตอนกลางคืน  โดยที่กลางวันยังคงทำไร่ ทำนาและเลี้ยงสัตว์  พอกลางคืนก้เริ่มมีงานประดิษฐ์งานฝีมือต่างๆ เช่นทอผ้า  ทำเครื่องมือเครื่องใช้  และที่สำคัญทำให้เกิดการพัฒนาความคิดต่างๆขึ้น
               การรวมตัวกันของมนุษย์ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคม  กล่าวคือช่วยทำให้มนุษย์เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในด้านสาธารณประโยชน์  เช่น  การช่วยกันดูแลระบบชลประทาน  การช่วยป้องกันตนเอง  ก่อให้เกิดการแบ่งแยกแรงงานและเกิดกลุ่มอาชีพเฉพาะขึ้นในสังคม  เช่น  ชาวนา  ชาวไร่  ช่างประเภทต่างๆ  พ่อค้า  เจ้าพนักงาน  นักรบ  นักบวช  ตลอดจนทาสและกรรมการ ฯลฯ  การที่มนุษย์เริ่มมีการรวมตัวเป็นสังคมในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบขึ้นในกลุ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์ที่อยู่รวมกันภายในกลุ่มของตน  นอกจากนี้ยังมีการออกกฏหมายเพื่อตัดสินคดี  มีการเลือกผู้นำ  มีการสร้างสถาบันต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสะดวกในการปกครอง  มีการวางแผนจัดการในเรื่องต่างๆเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเจริญขึ้นในสังคมอารยธรรมของมนุษย์

ปัจจัยที่ 5 การชยายตัวทางเศรษฐกิจ
               การขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดจากความต้องการปัจจัยสี่ของมนุษย์  ซึ่งก้คืออาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ความจำเป็นเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ต้องขวนขวายแสวงหาปัจจัยเหล่านี้จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่  มนุษย์ต้องต่อสู้กับธรรมชาติ  ต้องฝึกสัตว์ป่าให้เชื่องเพื่อนำมาใช้งาน  ต้องปลูกพืชไว้เพื่อบริโภค  โดยมนุษย์ต้องต่อสู้กับสิ่งต่างๆ  ก็เพื่อสนองความต้องการที่เรียกว่าปัจจัยสี่นั่นเอง  แต่ต่อมาเมื่อความต้องการภายในครอบครัวขยายขึ้น  ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ  เมื่อมนุษย์พ้นสภาพของการล่าสัตว์  เริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่กับที่  เริ่มมีประชากรมาอาศัยอยู่รวมกันมากขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลงแรงงานที่ชัดเจน  สิ่งเหล่านี้ทำให้ความต้องการปัจจัยสี่ของมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้น  ทำให้มนุษย์มีความจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนแาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ตลอดจนการจัดให้มีบริการในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งทำให้เกิดศูนย์กลางเพื่อดำเนินกิจกรรมดังกล่าว  เรียกว่า "ตลาด" เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ  และเมื่อการแลกเปลี่ยนมีจำนวนมากขึ้นจึงเกิดการคิดมูลค่าของสิ่งของเป็นจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขอย่างมีระบบขึ้นมา  โดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนนี้ทำให้การเมืองในเวลานี้มีบทบาทในฐานะเป้นศูนย์กลางที่ขยายตัวไปพร้อมๆกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
              นอกจากนี้เมืองต่างๆที่เกิดขึ้นใหม่ตามเส้นทางการค้าหรือชุมชนทางการค้ายังได้กลายเป็นแหล่งอารยธรรมแห่งใหม่ เช่น  เมืองเวนิช  เจนัว  ปิซา เป็นต้น  และจากการที่เมืองดังกล่าวเป็นเมืองที่มีการค้าขายข้ามแดนในระดับภูมิภาคนั้นได้นำมาซึ่งการติดต่อค้าขายระหว่างแปล่งต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทางอารยธรรม  จึงเป็นเหตุให้อารยธรรมจากดินแดนต่างๆ  มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนหรือแผ่ขยายอารยธรรมตนไปยังดินแดนอื่นๆ

ปัจจัยที่ 6 ความเชื่่อและศาสนา
                ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์มีหลายด้าน  นอกจากความต้องการภายนอกในด้านต่างๆ  ที่กล่าวมาแล้ว  มนุษย์ยังคงต้องการความมั่นคงทางจิตใจ  เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและอยู่รอดปลอดภัย  มนุษย์จึงจำเป็นต้องแสวงหาความผูกพันกับอำนาจเหนือธรรมชาติ  หรือสิ่งที่ปราศจากตัวตนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้  แต่เชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองตนเองได้  การแสดงออกในการแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจนี้มีลักษณะต่างกันตั้งแต่สมัยโบราณถึงสมัยปัจจุบัน  วึ่งในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา  มนุษย์ค้นพบว่า  ศาสนาและความเชื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางจิตใจ ดังนั้น  ศาสนาจึงเป็นผลของความต้องการทางจิตใจ  การแสดงออกซึ่งความคิด  และความเชื่อของมนุษย์
               ขณะเดียวกันมนุษย์จะมีความอ่อนแอในตนเอง  ทำให้ศาสนาและความเชื่อเป็นสิ่งที่สนองความต้องการที่มนุษย์จะขาดเสียมิได้  มนุษย์ต้องการที่พึ่ง  ต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้ชีวิตมั่นคง  เมื่อมนุษย์เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติก็พยายามแสวงหาเหตุผลที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านั้น เมื่อได้คำตอบที่ตนพอใจ  ก้มักจะยึดถือเชื่อมั่น  ในขั้นแรกนี้อาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล  ต่อมาเมื่อผู้อื่นเห็นว่าดีก้นำมาปฏิบัติเป็นหลักการเดียวกันมากขึ้นจนเกิดเป็นลัทธิศาสนา  มีกฏข้อบังคับ  พิธีกรรม  เกิดประเพณีต่างๆ ขึ้นมา  เช่น  เกิดการบูชาเทพเจ้า  บทสวดสถาที่บูชาเทพเจ้า  เกิดพิธีกรรมต่างๆ  เกิดเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบพิธี  และเกิดงานศิลปะที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่นับถือเพื่อเป็นการบูชาและแสดงความเคารพในสิ่งที่มนุษย์จิตนาการขึ้น  โดยแสดงวามรู้สึกนึกคิดของตนออกมาในลักษณะรูปธรรมต่างๆ  เช่น  ศิลปกรรม  สถาปัตยกรรม  วรรณคดี  และดนตรี  นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องยึดเหนื่ยวจิตใจของมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความกลัว

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความหมายและการแบ่งยุคของอารยธรรมมนุษย์

อารยธรรมต่างๆ

ความหมายของอารยธรรม

        
            คำว่า "อารยธรรม" เป็นคำที่มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Civlization" มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือ Civitis หมายถึง City หรือ นคร  โดยเหตุผลที่ใช้คำนี้เนื่องจากแหล่งอารยธรรมใหญ่ๆในโลก  ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในนครใหญ่  คำว่า "อารยธรรม"  เป็นคำที่มีความหมายหลายประการตามความเข้าใจและการตีความของแต่ละคน  แต่โดยทั่วไป  มักจะให้ความหมายของ "อารยธรรม" ว่าหมายถึง  ความเจริญงอกงามในทุกๆด้าน  ของสังคมทุกๆสังคม  ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นสังคมใดสังคมหนึ่ง  นอกจากนี้  อารยธรรมยังมีความหมายที่หลากหลายจากแง่มุมต่างๆ  ที่น่าสนใจอีกหลายความหมายที่สำคัญ  คือ
           
            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542      ได้ให้ความหมายของอารยธรรม ไว้ว่า  ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งศีลธรรมและกฏหมาย  ความเจริญเนื่องด้วยองค์การของสังคม  เช่น  การเมือง กฏหมาย  เศษฐกิจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม  ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี  ขณะที่ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้  ให้ความหมายของอารยธรรม ว่า  ความเจริญในทางวัตถุและทางจิตใจของมนุษย์  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังวัฒนธรรมขั้นพื้นฐาน  อารยธรรมที่เป็นความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจนี้เกิดขึ้นในรัฐหรือประเทศ  มีสถาบันการปกครอง  สถาบันศาสนา และสถาบันอื่นๆ  ในกรณีมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ยังไม่มีสถาบันเหล่านี้อย่างเป็นระบบ  จึงไม่มีอารยธรรม 
           
             ส่วนนักวิชาการต่างชาติได้ให้ความหมายของคำว่า "อารยธรรม"  ไว้อย่างหลากหลาย  เช่น เอ็ดเวอร์ดแมค  คัดเบอร์นส์  (Edward Mc. Cudberns)  ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  เป็นวัฒนธรรมขั้นสูง  คือ   วัฒนธรรมที่จะเรียกว่าเป็นอารยธรรมได้ก็ต่อเมื่อวัฒนธรรมนั้นได้มีการพัฒนาให้เสริญถึงขั้นสูงสุดแล้ว  หรือกล่าวง่ายๆคือ  สังคมนั้นต้องมีการใช้อักษรบันทึกเรื่องราวต่างๆแล้ว  นอกจากนี้  วัฒนธรรมในด้านอื่นๆของสังคมก็ต้องได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพอีกด้วย  เช่น  ศิลปวิทยาการ  การเมือง  การปกครอง  สถาบันทางสังคม  และทางเศรษฐกิจ  เป็นต้น  ส่วน อาร์โนลด์ เจ ทอยน์บี (Arnold J. Taynbee)  ได้อธิบายไว้ว่า  อารยธรรม คือวัฬนธรรมดั้งเดิมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ  สังคมดั้งเดิมนั้นมีอายุสั้นกว่าวัฒนธรรม  และมักเกิดขึ้นในบริเวณจำกัด  และมีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์เป็นจำนวนน้อยกว่าอารยธรรม  แต่ก็มีความก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์  ส่วนสถาบันการเมือง  เศรษฐกิจและสังคมก็ได้รับการพัฒนามาอย่างดีพอที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นได้


            ดังนั้น อารยธรรม จึงหมายถึง  ความเจริญในด้านต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และเป็นความเจริญที่สูงกว่าวัฒนธรรมขั้นพื้นฐาน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.